เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรถูกขอตัวไปเป็นเชลยให้กับพม่านั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องจดจำไว้ในจารึกประวัติศาสตร์เลยก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง
ไก่ชน เพราะเมื่อครั้งนั้นไก่ไทยได้สร้างชื่อสร้างวีรกรรมให้เป็นทื่ปรากฏ
ด้วยเหตุเพราะเอาชนะไก่ของเจ้ามังสามเกียดได้ ตามตำราที่บันทึกไว้แต่ก่อนมา
เชื่อกันว่าไก่ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงนำไปด้วยกับพระองค์นั้นน่าจะเป็น
ไก่เหลืองหางขาว เพราะมีคำที่กล่าวไว้อยู่ว่า “ไก่เหลืองหางขาว
ไก่เจ้าเลี้ยง” จากภาพจิตรกรรมงานเขียนฝาผนังภายในวัดสุวรรณจินดาราม
จังหวัดอยุธยา จะเห็นว่าเป็นภาพองค์สมเด็จพระนเรศวรชนไก่
ซึ่งไก่ที่ปรากฏในภาพนั้น ลักษณะเป็นไก่เหลือง ปากขาวอมเหลือง ตาเหลือง
แข้งขาว ปากขาว
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่สันนิษฐานว่าไก่ชนที่สมเด็จพระนเรศวรทรงนำไปด้วยนั้นจะต้องเป็นไก่เหลืองหางขาวแน่นอน
ลักษณะเด่นๆของไก่เหลืองหางขาว ไก่ชนล้านนา
นี้มีที่สังเกตได้ทั่วไปคือ สีจะคล้ายดอกโสน ขาวอมเหลือง หรือขาวอมแดง
ปากใหญ่สีขาวอมเหลือง หรือสีงาช้าง อวบใหญ่คล้ายปากนกแก้ว
เป็นสันนูนตรงกลาง ตาลักษณะคล้ายตาเหยี่ยว หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าตาเพชร
หัวตาจะแหลม เล็กหรี่ รอบตาดำขาวอมเหลือง หงอนด้านบนจะบาง
ปลายหงอนยาวเลยตา โคนหงอนติดแน่น ลักษณะจะเป็น หงอนแจ้ หงอนหิน หงอนบายศรี
หาง ขนกระรวยของหางมีสีขาวพุ่งยาวอย่างเห็นได้ชัด ถ้ายิ่งยาวยิ่งดี
ขนหางพุ่งตรงยาว ปลายหางโค้งเพียงเล็กน้อย แข้งและเดือย มีสีเดียวกับปาก
เกล็ดเรียบ หนาแน่นและแข็ง เดือยแข็งแรง ใหญ่
นิ้วยาวเล็บสีขาวอมเหลืองไม่มีสีอื่นปน ตุ้มหูจะมีสีเดียวกับหงอน
รับกับใบหน้าไม่หย่อนยาน เหนียงเล็ก รัดติดกับคาง ไม่ยาน หรือไม่มีเหนียง
หน้าเล็กแหลมยาว อกแน่นกลม กระดูกอกหนา ยาว ตรง หลังกว้าง เรียบตรง
ไม่โค้งนูน คอยาวใหญ่ กระดูกข้อถี่ ปั้นขา กล้ามเนื้อแน่น ใหญ่ แข็งแรง
สร้อยคอยาวต่อกับสร้อยหลัง เป็นสีเหลือง หรือ เหลืองแกมส้ม
สร้อยหลังสีเดียวกับสร้อยคอ เรียงเต็มแผ่นหลัง ตั้งแต่คอถึงโคนหาง
ขนละเอียดยาวเป็นระย้า ส่วนสร้อยปีก สีเดียวกับสร้อยคอ
เรียงแน่นตั้งแต่หัวปีกถึงปีกชัยมองดูเป็นแผ่น
ไก่ชนเหลืองหางขาวนี้เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า
มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่พิษณุโลก การกำหนดสายพันธ์ของไก่ชนตัวนี้คือ เพศผู้
จะต้องมีน้ำหนักตั้งแต่ 3 กิโลกรัมขึ้นไป สูงตั้งแต่ 60 เซนติเมตรขึ้นไป
ทั้งนี้วัดจากปากล่างถึงพื้นที่ยืน เพศเมีย จะต้องมีน้ำหนักตั้งแต่ 2
กิโลกรัมขึ้นไป ความสูง 45 เซนติเมตรขึ้นไป กำหนดไว้เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม
พ.ศ.2542
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น